29.2 C
Bangkok

เปิดประวัติแบรนด์ Dior จากวันที่ล้มละลาย จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลก

Published:

แบรนด์ Dior ก่อตั้งโดย คริสเตียน ดิออร์ ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์และความใฝ่ฝัน ในปี ค.ศ. 1946 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดิออร์มุ่งมั่นที่จะเยียวยาผู้หญิงจากความสูญเสียและความมืดมิด ผ่านผลงานการออกแบบที่เปี่ยมไปด้วยความงดงามและความหวัง

หนึ่งปีหลังจากก่อตั้ง Dior สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการแฟชั่นด้วยคอลเล็กชั่น “New Look” ลุคใหม่ที่ปลุกชีวิตชีวาให้กับผู้หญิงอีกครั้ง ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา เน้นไปที่ ไหล่แคบ กระโปรงยาวฟูฟ่อง สื่อถึงความอ่อนหวาน อ่อนโยน และสง่างาม ลุคนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคหลังสงคราม และทำให้ ดิออร์ พุ่งทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำของโลก

มากกว่าแค่เสื้อผ้า ดิออร์ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่เสื้อผ้า เขายังขยายไลน์สินค้าไปยัง เครื่องประดับ น้ำหอม รองเท้า กระเป๋า และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่นๆ แต่ละชิ้นล้วนสะท้อนเอกลักษณ์และความประณีตของแบรนด์ ยุคสมัยใหม่ หลังจากการจากไปของคริสเตียน ดิออร์ แบรนด์ได้ผ่านมือดีไซเนอร์มากความสามารถหลายต่อหลายคน แต่ละคนได้สานต่อมรดกของดิออร์ ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัย ดิออร์ในปัจจุบันจึงเป็นแบรนด์ที่ล้ำสมัย ทันสมัย และยังคงรักษาความสง่างามแบบดั้งเดิมไว้

ในปัจจุบัน ดิออร์ อยู่ภายใต้การดูแลของ LVMH กลุ่มบริษัทสินค้าหรูชั้นนำของโลก ดิออร์ มีร้านค้ากระจายอยู่ทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ของ ดิออร์ เป็นที่ปรารถนาของผู้คนทั่วทุกมุมโลก ดิออร์ไม่ใช่แค่แบรนด์แฟชั่น แต่เป็นตัวแทนของความหรูหรา ความงาม และความฝัน

คริสเตียนพัฒนาฝีมือด้านการออกแบบอยู่ภายในห้องใต้หลังคาของบ้านเพื่อนคนนี้ เขาขายงานออกแบบหมวก และเสื้อผ้าให้กับ Haute Couture House กระทั่งฟ้ามีตา ส่งให้ผลงานของเขานั้นกลายเป็นที่นิยม และขายดีอย่างมาก จนทำให้คริสเตียนมีรายได้พอที่จะส่งเสียให้พ่อกับน้องของตัวเอง และอย่างที่ใครเขาว่ากัน ฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ เมื่อในที่สุดผลงานของคริสเตียนได้ไปเข้าตาของ โรเบิร์ต ปิเกต์ ดีไซเนอร์ชื่อดังในสมัยนั้น จึงได้มาทำงานร่วมกันเมื่อปี 1938 ในวัย 33 ปี จนทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้น และเมื่อหลังจากที่เขม่าดินปืน และเสียงเครื่องบินทหารแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง เขายังได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัท ลูเซียง เลอลง ซึ่งในครั้งนั้นเขายังได้ร่วมงานกับอีกหนึ่งดีไซเนอร์ในตำนานอย่าง Pierre Balmain อีกด้วย ไม่นานหลังจากนั้นคริสเตียนก็ได้กลายเป็นผู้บริหารในบริษัท Boussac ก่อนที่จะได้เงินทุนในการสนับสนุน และเปิดแบรนด์เป็นของตัวเองในชื่อ Christain Dior ในวัย 42 ปี อีกทั้งยังได้เงินทุนในการสร้างสรรค์ ผลงานขึ้นหิ้งโลกแฟชั่นตลอดกาลสร้างรากฐานกิจการ และชื่อเสียงของคริสเตียน ดิออร์ ให้กลายเป็นที่พูดถึงไปตลอดกาลอีกด้วย…

ในปี ค.ศ. 1947 คริสเตียน ดิออร์ ได้เปิดตัวแฟชั่นแนวใหม่ที่เราทุกคนต่างรู้จักกันในนาม “New Look” แฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างไม่อาจมีใครปฏิเสธได้ ด้วยการริเริ่มให้เหล่าสุภาพสตรีแห่งยุโรปกลับมาแต่งตัวสวยได้อีกครั้ง หลังจากความรวดร้าว และความเบื่อหน่ายเต็มทนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เสื้อไหล่แคบ ที่มาพร้อมกับกระโปรงยาว ซึ่งเหล่านี้เองที่มาแทนที่ เสื้อรูปแบบไหล่กว้าง และกระโปรงสั้นทรงตรงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งแนวความคิดในครั้งนี้ยังได้สร้างสรรค์ออกมาเป็นคอลเล็กชั่น ซึ่งจะเน้นไปถึงการออกแบบเสื้อผ้าที่หรูหรา กับกระโปรงฟูฟ่องบานที่จะทำให้ผู้หญิงรู้สึกสดชื่นราวกับดอกไม้ ได้รับอิทธิพลเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่น ทำให้นิวลุคมีกลิ่นอายแบบโอเรียนทัล (สังเกตได้จากหมวก) และผลงานชุดนี้ของเขานั้นก็ได้สร้างชื่อให้แก่เขา จนเขาได้รับการขนานนามว่าเป็นดั่ง Style Dictator และอาจกล่าวได้ว่าเสื้อผ้านิวลุคนี้ ได้ปฏิวัติวงการแฟชั่นของเหล่าสุภาพสตรี กระทั่งเปลี่ยนให้กรุงปารีสกลายเป็นศูนย์กลางของโลกแฟชั่นอีกที่หนึ่งจนได้ ก่อนที่หลังจากนั้นเพียงขวบปีคริสเตียนปิดตัวไลน์น้ำหอมของแบรนด์อันเป็นเอกลักษณ์มาจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงยุคสุดท้ายของคริสเตียน ดิออร์ เขายังผลิตผลงานใหม่ๆ ออกสู่ตลาดแฟชั่นอยู่ไม่ขาดสาย ที่ยังคงให้ความสนใจ และใส่ใจในฝีมือการตัดเย็บ ผลงานการออกแบบของเขา ไม่ว่าจะเป็น New Look , Oval Line , Open Tulip , Long Line ,Tulip Line, หรือ A Line , H Line ล้วนแล้วแต่เน้นความละเอียดอ่อนในการตัดเย็บด้วยกันทั้งสิ้น กระทั่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 1957 คริสเตียน ดิออร์ ยังได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นโบว์แดงอย่าง Fuseau Collection หรือ Spindle ออกมา เพื่อเป็นดั่งจดหมายลา จดจารึกไว้ที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้าย ทิ้งไว้บนโลกแฟชั่น ก่อนที่คริสเตียนจะเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจ เมื่ออายุได้ 52 ปีเท่านั้น กระนั้นก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเขายังเป็นดีไซเนอร์คนแรกที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร TIME อีกด้วย

แบรนด์ดิออร์ในยุคหลังจากการกุมบังเหียนของคริสเตียน ดิออร์ ยังคงดำเนินต่อมาอย่างมั่นคง ด้วยฝีมือฉกาจของเหล่าครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Yves Saint Laurent (1957–1960), Marc Bohan (1960–1989), Gianfranco Ferré (1989–1997), John Galliano (1997–2011), Bill Gaytten (2011–2012), Raf Simons (2012–2015), Serge Ruffieux & Lucie Meier (2015–2016) และคนล่าสุดที่เป็นหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวอย่าง Maria Grazia Chiuri (2016–ปัจจุบัน) พร้อมด้วยคิม โจนส์ ดีไซเนอร์แห่งยุคที่น่าจับตามองที่เข้ามาช่วยสมทบความแข็งแรงให้กับ ดิออร์ เมน ด้วยอีกหนึ่งแรง

Dior

เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ดิออร์

  • 1946: คริสเตียน ดิออร์ ก่อตั้งแบรนด์ ดิออร์
  • 1947: เปิดตัวคอลเล็กชั่น “New Look”
  • 1953: ดิออร์เสียชีวิต
  • 1957: Yves Saint Laurent เข้ารับตำแหน่งผู้ออกแบบ
  • 1960: เปิดตัวน้ำหอม Miss Dior
  • 1970: Marc Bohan เข้ารับตำแหน่งผู้ออกแบบ
  • 1989: Gianfranco Ferré เข้ารับตำแหน่งผู้ออกแบบ
  • 1996: John Galliano เข้ารับตำแหน่งผู้ออกแบบ
  • 2011: Raf Simons เข้ารับตำแหน่งผู้ออกแบบ
  • 2017: Maria Grazia Chiuri เข้ารับตำแหน่งผู้ออกแบบ

 

บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ดิออร์

  • คริสเตียน ดิออร์
  • Yves Saint Laurent
  • Marc Bohan
  • Gianfranco Ferré
  • John Galliano
  • Raf Simons
  • Maria Grazia Chiuri

ขอบคุณข้อมูลจาก www.vogue.co.th

อ่านบทความเพิ่มเติม คลิก 

 

Related articles

spot_img

Recent articles

spot_img